ชินยองอูค่อยๆลืมตาขึ้นแล้วมองไปรอบๆตัว แล้วพยามนึกให้ออกวาตัวเองอยู่ที่ไหน
“รู้สึกตัวแล้วเหรอครับ” ผู้ชายในชุดเสื้อกราวสีขาวที่ยืนอยู่ข้างเตียงถามขึ้น
“ครับ” เขาาตอบแต่ก็ยังรู้สึกงงๆอยู่
“คุณโชคดีมากเลยนะครับ เราเช็คสภาพร่างกายของคุณอย่างละเอียดแล้ว คุณมีแผลที่ที่ข้อเท้าและหลังของคุณที่มีเลือดออกแต่แผลไม่ลึก และรอยฟกช้ำจากการกระแทรกตามตัวเท่านั้น ไม่มีอาการอย่างอื่นที่ร้ายแรงนะครับ พักซัก 1 สัปดาห์ก็หายเป็นปกติแล้วครับ เอ่อแล้วจะให้ทางเราแจ้งญาติของคุณเลยหรือเปล่าครับ”
“ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมติดต่อเอง โทรศัพท์อยู่ไหนครับ”
“เดี๋ยวผมจะให้คุณพยาบาลจัดการให้นะครับ”
<<<<<<<
“ชินยองอู..นายเป็นไงบ้าง” ฮวังมินโฮผู้จัดการของวงวันเดย์ที่ทำหน้าที่ดูแลเค้าถามทันที่ที่เห็นหน้ายองอู
“พี่ผมกำลังจะโทรหาพอดีเลย พี่รู้ได้ไงว่าผมอยู่ที่นี่”
“ก็ข่าวเรื่องเครื่องบินถไหลออกนอกรันเวย์เมื่อเช้าเป็นข่าวดังจะตาย พี่ตกใจมากเลยตอนที่ได้ยินว่าเป็นเที่ยวบินเดียวกับที่นายเดินทาง ทุกคนที่บริษัทตกใจกันหมดเลย โชคดีจังเลยนะที่นายไม่เป็นไร ขอบคุณสวรรค์ ไม่งั้นวันเดย์คงต้องหาสมาชิกใหม่แน่ๆเลย”
“อ้าว...+0+ ตกลงพี่เป็นห่วงผมมั๊ยเนี่ย”
“ก็นายอึดยังกะคนเหล็กนี่” แล้งทั้งคู่ก็ปล่อยฮาพร้อมกัน
“เอ่อ…เดี๋ยวพี่โทรหาซองจุนที่ลาสเวกัสก่อนนะ และจะได้บอกเพื่อนๆด้วยว่านายปลอดภัยดี”
“พวกนั้นก็ตามมาพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอครับ”
“ใช่แต่อากาศแบบนี้คงต้องเลื่อนแล้วหล่ะ เดี๋ยววันเดย์ก็ได้สิ้นชื่อกันพอดี” ว่าแล้วฮวังมินโฮก็เดินไปคุยโทรศัพท์ที่ระเบียงเนื่องจากคุณหมอคุณหมอเข้ามาในห้องคนไข้อีกครั้ง
“คุณหมอว่าไงเหรอ พี่มาไม่ทัน”
“เขาให้กลับบ้านได้เลยครับ”
“พี่เกรงว่าถ้าเราออกไปตอนนี้นักข่าวต้องมาออกันที่ด้านหน้าโรงพยาบาลแน่เลย เดี๋ยวพี่โทรให้คนที่ออฟฟิศมารับนายที่ด้านหลังโรงพยาบาลดีกว่านะ เดี๋ยวพี่จะรับมือกับนักข่าวเอง นายเดินไหวมั๊ย หรือจะนั่งรถเข็ญดี”
“ไหวครับผมไม่เป็นไร”
ขณะที่ทั้งคู่เดินผ่านแผนกฉุกเฉิน
“คุณหมอคะเรื่องด่วนมากค่ะ ตอนนี้เลือดกรุ๊ปบีที่เรามีไม่พอสำหรับคนไข้ค่ะ มีคนไข้รายหนึ่งจากอุบัติเหตุ เสียเลือดมาก ต้องการเลือดด่วนมากค่ะ”
“ติดต่อโรงพยาบาลใกล้เคียงหรือยัง”
“ติดต่อไปแล้วค่ะแต่เกรงว่าถ้ามาไม่ทันภายในครึ่งชั่วโมงคนไข้จะไม่รอดค่ะ”
“ถ้างั้นประกาศรับบริจาคจากคนในโรงพยาลด่วนเลย”
“ค่ะคุณหมอ”
“คุณพยาบาลครับผมเลือดกรุ๊ปบีครับ” ยองอูรีบเดินเข้าไปหาพยาบาลคนนั้นทันทีที่ได้ยิน
“เชิญทางนี้ค่ะ” พยาบาลรีบพายองอูไปตรวจร่างกายและตรวจเลือด และ 15 นาทีต่อมา
“เลือดใช้ได้ค่ะคุณหมอ”
“คงต้องให้เลือดโดยตรงเลยเดี๋ยวจะไม่ทัน”
“ลงมือเลยครับหมอ” ยองอูรีบบอก
“เชิญที่เตียงด้านนี้ค่ะ” พยาบาลรีบนำทางให้ยองอูไปที่เตียงที่อยู่ใกล้เตียงคนไข้ เมื่อยองอูเห็นหน้าคนไข้ที่จะรับเลือดจากเขาก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
“เธอ...คนที่นั่งข้างๆนี่...” เขาพึมพำคนเดียว ขณะที่ยองอูนอนให้เลือดเขาก็พยายามนึกลำดับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
“เอ่อคุณพยาบาลครับ ไม่ทราบว่าคนไข้ซื่ออะไรครับ”
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะเราเช็คประวัติเธอยังไม่ได้ค่ะ”
“แล้วจากนี้คนไข้ต้องไปอยู่ห้องไหนครับ”
“ไอซียูค่ะ เดี๋ยวถ้าให้เลือดเสร็จแล้วคุณต้องนอนพักก่อนนะนะคะ อย่าฝืนร่างกายนะคะ”
“ครับ เข้าใจแล้วครับ”
สองชั่วโมง ต่อมา ชินยองอูออกจากห้องฉุกเฉินมาหาฮวังมินโฮที่รออยู่ที่หน้าห้อง
“เป็นไงบ้างนายไหวหรือเปล่า รายการที่นายต้องไปอัดวันนี้พี่ยกเลิกให้แล้วนะ”
“อุตสาห์รีบกลับมาเพื่ออัดรายการนี้แท้ๆเลยนะเนี่ย”
“ไม่เป็นไรทางโน้นเค้าเข้าใจเหตุการณ์ตอนนี้ดี แค่นายปลอดภัยก็ดีแล้ว”
“พี่ผมมีเรื่องจะขอร้อง”
“อะไรว่ามาเลย”
“คนไข้ที่รับเลือดผมไปเมื่อกี้หน่ะ คือคนที่นั่งข้างผมตอนอยู่บนเครื่อง คือก่อนเครื่องลงจอด
กระแทรกพื้น ผมมัวแต่หลับและใส่หูฟังเปิดเพลงเสียงดัง ผมเลยไม่ได้ยินที่กัปตันประกาศฉุกเฉิน
ผมรู้สึกตัวอีกทีตอนที่เธอกระชากเข็มขัดนิรภัยมาคาดให้ผมและดึงให้ผมหมอบลง ผมเลยอยากจะขอบคุณเธอที่ช่วยชีวิตผม แต่ผมไม่รูชื่อเธอ พี่ช่วยผมหน่อย”
มินโฮถึงกับอึ้งจึงได้แต่พยักหน้ารับเท่านั้น
>>>>>>>>>>
จากอุบัติเหตุครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตสี่สิบแปดคน บาดเจ็บสาหัส หกสิบเก้าคน จากจำนวนผู้โดยสารลูกเรือและนักบิน หนึ่งร้อยยี่สิบหกคน และเป็นข่าวดังในเกาหลีใต้ ชินยองอูจึงตกเป็นข่าวเพราะเขาเป็นสมาชิกของวงไอดอลที่กำลังมีชื่อเสียง ดังนั้นการรอดชีวิตจากอุบัติเหตุของเขาจึงเป็นที่สนใจของแฟนๆ ทางบริษัทต้นสังกัดของเขาออกมาแถลงข่าวว่าเขาปลอดภัยดีและขอบคุณแฟนเพลงที่เป็นห่วง และข่าวของเค้าก็เป็นประเด็นสนใจอยู่หลายสัปดาห์ จนได้ฉายาว่ายองอูคนเหล็กไปซะแล้ว และสมาชิกในวงวันเดย์ต่างก็ดีใจที่ชินยองอูปลอดภัย
เดี๋ยวนี้วงการเพลงในเกาหลีศิลปินบอยแบนด์ และเกิร์ลกรุ๊ปกำลังมาแรงมากๆจนเรียกว่าเป็นยุคทองของศิลปินกลุ่มเลยทีเดียว และวันเดย์ก็เป็นศิลปินกลุ่มที่กำลังฮอตมากๆในตอนนี้ พวกเขามีสมาชิกทั้งหมดหก คน คือ เนวิว โอแทมิน ชินยองอู ลีคังโฮ ปาร์คยองจุน และมินจินอุล และมีผู้จัดการที่ดูแลพวกเขาอยู่ สองคน คือ คิมซองจุน และฮวังมินโฮ
“พี่มินโฮครับคือผมอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นไงบ้างครับ” ยองอูถามมินโฮทันทีที่สบโอกาส
“เอ้อ... พี่กำลังจะบอกนายพอดี คือพี่ก็ยุ่งๆพอๆกับนายนะ พี่เลยให้จองอาแฟนพี่ไปดูแลติดตามอาการของเธออยู่ จองอาบอกว่าเธอเพิ่งฟื้นหลังจากที่สลบไป ห้าวัน เพราะซี่โครงหักทะลุปอด และตอนนี้ออกจากห้องไอซียู แล้ว แต่ประวัติของเธอ คุณหมอบอกว่ายังไม่มีข้อมูล เนื่องจากเอกสารสำคัญของเธอหายไปหมดเลยจากอบัติเหตุ และตอนนีทางสายการบินแจ้งว่ายังไม่มีญาติมาติดต่อรับตัวเธอ”
“เราไปเยี่ยมเธอกันเถอะพี่”
“แต่นายมีสัมภาษณ์ที่สถานีวิทยุต่อนะ แล้วก็ ไปแถลงข่าวการแสดงคอนเสิร์ตของเอ็มเน็ต แล้วจากนั้นก็เป็นถ่ายแบบของเสื้อผ้า S ไม่ต้องห่วงหรอกน่าถึงไปตอนนี้ก็อาจจะยังคุยกับเธอไม่ได้อยู่ดีเพราะเธอเพิ่งจะฟื้น เราไม่ควรจะไปกวนเธอตอนนี้นะ ยังไงจองอาก็ติดตามให้ใกล้ชิดอยู่แล้วน่า”
และแล้วพวกเขาก็ยังคงงานยุ่งอย่างต่อเนื่องจนแทบไม่ได้พัก เพราะมีงานเข้ามาตลอดทั้งถ่ายโฆษณา ออกรายการวาไรตี้เกมส์โชว์ต่างๆ รวมทั้งคอนเสิร์ต และแถมสมาชิกแต่ละคนของวันเดย์ก็ยังมีงานพิเศษอีก อย่างเล่นละคร พิธีกร บลาๆๆๆๆๆ จนไม่มีเวลาว่างกันเลย ทั้งไอดอลทั้งผู้จัดการทำงานกันจนหัวหมุนไปหมด
ระหว่างที่ยองอูและเพื่อนๆสมาชิกวันเดย์ทำงานยุ่งตลอดเวลาจนแทบไม่ได้นอน ฮวังมินโฮก็ให้แฟนคอยรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ จนสองสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็วยังกับติดจรวด
“พี่มินโฮวันนี้ผมว่าง ใช่มั๊ยครับ หลังถ่ายโฆษณาเสร็จ ผมขอไปโรงพยาบาลได้ไหมครับ”
“นายว่างตอนไหนวะ พี่ยังไม่เห็นในตารางงานเลยว่านายว่างน่ะ”
“ก็ผมจะไม่นอนไง”
“เอางั้นเลยเหรอได้เดี๋ยวพี่ไปเป็นเพื่อนแต่พี่ต้องบอกซองจุนและคนอื่นๆก่อน” มินโฮพูดถึงผู้จัดการวงอีกคน ซึ่งพวกเขาคุยกันได้ทุกเรื่อง พวกหนุ่มๆถ่ายโฆษณาโทรศัพท์มือถือยี่ห้อหนึ่งกว่าจะเสร็จงานก็เป็นเวลา แปดโมงเช้าพอดี ชินยองอูจึงมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลกับฮวังมินโฮผู้จัดการ
“ผมมาเยี่ยมคนไข้ห้อง 2202 ครับ” มินโฮแจ้งกับพยาบาลที่อยู่ประจำชั้นสองของตึก
“เป็นญาติคนไข้หรือเปล่าคะ พอดีคุณหมอกำลังตรวจคนไข้อยู่นะค่ะ จะได้แจ้งคุณหมอว่าญาติคนไข้มาติดต่อแล้ว”
“ครับ” มินโฮตอบแบบเนียนๆ แล้วสักพักคุณหมอที่ดูหน้าตาใจดีและมีอายุหน่อยๆก็เชิญญาติคนไข้ทั้งสองไปคุยที่ห้องคุณหมอ
“ผมนึกว่าจะไม่มีใครมาเยี่ยมคนไข้ซะแล้ว เพราะที่เห็นมาก็มีแต่เจ้าหน้าที่สายการบินมาติดต่อถามอาการบ้าง เจ้าหน้าที่ผู้ชายมาแค่ครั้งเดียว ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้หญิงมาบ่อย (เจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่คุณหมอพูดถึงก็คือมินจองอาแฟนพี่มินโฮนั่นเองแหล่ะ) เอ่อเข้าเรื่องละนะ คนไข้มีแผลที่ปอดเนื่องจากกระดูกซี่โครงหักทิ่มปอดตอนนี้อาการไม่น่าเป็นห่วงแล้ว และกำลังดามกระดูกให้เข้าที่ คาดว่าไม่เกิน สองเดือนก็จะหายเป็นปกติ แต่ว่าคนไข้มีอาการความจำเสื่อมด้วย เนื่องจากศรีษะโดนกระแทรก เป็นอาการยอดฮิตในละครหรือซีรีย์เลยนะเนี่ย….. เธอจำข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองไม่ได้เลย แต่อาจจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราวเพราะสมองไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง แต่หมอก็ไม่สามารถบอกได้หรอกนะครับว่าจะหายเมื่อไหร่ แต่ถ้าช่วยกระตุ้นความทรงจำเก่าได้มากเท่าไหร่มันก็จะช่วยให้หายเร็วขึ้น”
“กระตุ้นยังไงเหรอครับคุณหมอ” ยองอูที่นั่งฟังคุณหมอมาตั้งนานจนจะหลับถามขึ้น
“อย่างเล่าเรื่องราวในอดีต รูปภาพเก่าๆ สถานที่ๆคนไข้เคยไป หรือเพลงที่คนไข้ชอบ จะเป็นตัวกระตุ้นได้ดีนะ”
“ครับ” ยองอูรับคำสั้นๆแล้วมองหน้ามินโฮ
“ที่แรกทางเราก็เป็นกังวลกับคนไข้เพราะทางสายการบินแจ้งว่าหลักฐานที่จะแสดงตัวของเธอได้ หายไปจากอุบัติเหตุ จึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ เพราะในอุบัติเหตุ มีทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ผู้เสียชิวิตบางคนยังระบุไม่ได้เลยว่าเป็นใคร กว่าจะตรวจสอบได้คงใช้เวลาเป็นเดือนๆเลยหล่ะ ว่าแต่คุณเป็นญาติสนิทกับคนไข้ขนาดไหนหล่ะครับ ”
“เอ่อ…. ผมเป็นลูกพี่ลูกน้องกับคนไข้น่ะครับ” มินโฮต้องตอบเพราะโดนยองอูสะกิดที่เท้า
“อ้อ…เหรอครับ ดีมากเลยครับ เธอไม่ได้อยู่ที่เกาหลีใช่ไหมเพราะเธอไม่เข้าใจภาษาเกาหลีเลย”
“แล้วคุยหมอคุยกับเธอยังไงครับ” ยองอูสงสัย
“เธอเข้าใจภาษาอังกฤษน่ะครับ”
“คือ… เธออยู่เมืองนอกตั้งแต่เด็กๆนะครับ” มินโฮรีบตอบเมื่อเห็นช่องทางพอไปได้
“อ้อ…อย่างงี้นี่เองเข้าใจแล้ว… ผมต้องขอตัวก่อนนะครับ”
“ครับๆเชิญคุณหมอตามสบายครับ” มินโฮกับยองอูรีบลุกขึ้นโค้งให้คุณหมอ
“เธอน่าสงสารจังเลยนะ” ยองอูคุยกับมินโฮขณะเดินกลับไปที่ห้องคนไข้
“นั่นสิ น่าเห็นใจจริงๆ ยังกับในละครเลยนะเนี่ย”
“แล้วเราจะช่วยเธอยังไงดี”
“พี่ว่าตอนนี้เราดูอาการเฉยๆไปก่อน รอฟังข่าวจากสายการบินก่อนดีกว่าบางทีอาจจะหาข้อมูลของเธอได้เร็วๆนี้และอาจติดต่อญาติของเธอมารับก็ได้” ขณะที่ทั้งสองหนุ่มนั่งคุยกันอยู่ที่โซฟาห้องคนไข้ หญิงสาวก็ตื่นแล้วเพราะได้ยินเสียงคนคุยกัน แต่เธอก็ฟังไม่รู้เรื่อง จึงได้แต่นอนฟังเงียบๆ
“ยองอูพี่หิวมากเลยเราไปหาอะไรกินก่อนดีไหม…..อ้าว!! หลับซะแล้วไอ้เด็กนี่ หลับได้ทุกที่เลยจริงๆ ถ้างั้นก็นอนรอตรงนี้ก่อนละกันเดี๋ยวพี่สั่งมาให้ นายจะกินอะไร” มินโฮพูดกับยองอูที่หลับอยู่บนโซฟา
“นี่…นายจะกินอะไร” มินโฮเขย่าตัวยองอู
“จาจังเหมี่ยน ( บะหมี่ดำ )” ยองอูตอบเหมือนละเมอแล้วก็หลับต่อ
อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาคนส่งอาหารก็เอาบะหมี่ที่สั่งมาส่งให้ถึงที่ ชินยองอูนอนหลับอยู่ในท่าเดิม ฮวังมินโฮเห็นแล้วก็ต้องส่ายหัว นึกในใจ ใครน้าบอกว่าวันนี้จะไม่นอน แล้วมินโฮก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวที่นอนตาแป๋วมองพวกเขาทั้งสองคนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
“อ้าว…เธอตื่นแล้วเหรอ ขอโทษที่ทำให้ตื่น “นี่ยองอูตื่นได้แล้ว”
“ฮึ้ย…ไปไกลๆเลย”
“นี่ๆ เธอตื่นแล้วนะ มาคุยกับเธอสิ!!” มินโฮ เรียกเสียงดังกว่าเดิมพลางเขย่าไปด้วย
“เอ่อ …...” ยองอยูลุกขึ้นนั่งตาปรือเอามือขยี้ตาไปมาแล้วเช็ดน้ำลายที่มุมปาก
“เอ้าไปล้างหน้าก่อน.” มินโฮฉุดแขนยองอูให้ลุกขึ้น
หญิงสาวที่นอนดูพวกเขาอยู่ ได้แต่มองหน้าผู้ชายสองคนสลับกันไปมา อย่างงงๆ
You understand Einglish, right ? (เธอเข้าใจภาษาอังกฤษใช่ไหม?) ยองอูถามหญิงสาวเป็นภาษาอังกฤษทันทีที่เดินออกมาจากห้องน้ำ เมื่อเธอพยักหน้าหงึกๆ เขาจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เธอฟัง
“ยองอูเดี๋ยวใกล้จะได้เวลาที่เราต้องไปที่กองถ่ายโฆษณาแล้วนะ นายกินอะไรก่อนสิ” มินโฮบอกพลางส่งถ้วยบะหมี่ดำให้
“พี่รู้ได้ไงว่าผมอยากกินจาจังเหมี่ยนน่ะ” ยองอูคว้ามาจัดการอย่างไม่รีรอเพราะหิวมาก
“ฮึ้ย!!….จ้องตาไม่กระพริบเลย” ยองอูตกใจ เขาพูดทั้งที่บะหมี่คาอยู่ในปากตาก็มองหญิงสาวที่จ้องเขม็งมองเขากินอย่างเอร็ดอร่อยตาไม่กระพริบเช่นกัน
“พี่ว่าเธอคงหิวแล้วแน่ๆเลย”
“คือ…ผมแบ่งเธอกินก็ได้ แต่เธอกินได้เหรอ เธอไม่สบายอยู่นะ” ยองอูมองดูบะหมี่ในถ้วยอย่างเอบหวงแต่ถ้าจะไม่แบ่งก็ดูจะไม่เป็นสุภาพบุรุษ จึงทำปากจู๋พูดเสียงอ๋อยๆ
“พี่ถามพยาบาลดีกว่า” ว่าแล้วมินโฮก็กดปุ่มเรียกพยาบาล เมื่อพยาบาลโผล่หน้าเข้ามาเขาจึงถามเพื่อความชัวร์
“คนไข้เพิ่งพื้นยังให้กินไม่ได้นะคะตอนนี้กินได้แต่อาหารที่ทางเราจัดให้เท่านั้นนะคะ” พยาบาลสาวตอบ
“อ้อ…เหรอครับ ขอบคุณครับ”
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วขอตัวก่อนนะคะ”
“เชิญครับขอบคุณครับ” มินโฮโค้งให้พยาบาล
“เธอยังป่วยอยู่กินไม่ได้นะ….” ยองอูยิ้มแล้วบอกเธอเป็นภาษาเกาหลี แล้วก็เขาคีบบะหมี่เข้าปากอย่างผู้ชนะ เขาดูดเส้นบะหมี่โชว์คนที่กินไม่ได้ ให้น้ำลายไหลเล่นๆ
>>>>>>>
“พวกพี่ไปไหนมา” เนวิว ถามมินโฮทันทีที่พวกเค้ามาถึง เพราะจะเริ่มถ่ายทำกันอยู่แล้วแต่ยังไม่เห็นยองอูมาแต่งหน้า
“ฉันพายองอูไปหานางฟ้าของเขามา” มินโฮ พูดยิ้มๆ
“เฮ้…นางฟ้าไหน ทำไมพวกเราไม่รู้จัก” ปาร์คยองจุนรีบยิงคำถามทันทีที่บังเอิญเดินมาได้ยินพอดี
“ฮ้าย!!...พี่ไปเอาคำพูดพวกนี้มาจากไหน เดี๋ยวคนอื่นก็เข้าใจผิดกันหมดหรอก” ยองอูรีบโวยวาย
“ฉันก็แค่ไปโรงพยาบาลมาน่ะ” ยองอูตอบเสียงเบาลงกว่าเดิมหน่อย
“นี่นายยังไม่หายเหรอ ถึงต้องไปโรงพยาบาลอีกน่ะ”
“เปล่าฉันแค่ไปเยี่ยมเธอมานิดหน่อย” ยองอูตอบเสียงเบาที่สุด
“อ้อ!!! ที่แท้ก็ไปเยี่ยมนางฟ้ามานี่เอง” เพื่อนๆสมาชิกในวงพูดพร้อมกันอย่างกับนัดไว้ และไม่รู้ว่าพวกเขามารวมตัวกันหมดทุกคนตั้งแต่เมื่อไหร่
“อะไรกันพวกนายนี่!!” ยองอูโวยวายเสียงดังกลบเกลื่อน
“นี่ๆ เธอหน้าตาเป็นยังไง สวยไหม อายุเท่าไหร่ มีแฟนหรือยัง ขอเบอร์มาหรือเปล่า ? เพื่อนๆแต่ละคนยิงคำถามมาเป็นชุด จนไม่รู้จะตอบใครก่อนดี
“พวกนายจะอยากรู้ไปทำไมกัน”
“นี่!!! เล่ามาเดี๋ยวนี้เลยนะ!!!” ทุกคนพูดพร้อมกันเสียงเฉียบขาด
“เอ่อ…เธอเป็นคนเอเชียแต่ไม่น่าใช่คนเกาหลีเพราะเธอไม่พูดเกาหลี”
“แล้วเธอพูดภาษาอะไรหล่ะ” จินอุลถาม
“อังกฤษ”
“เป็นชาวฟิลิปปินส์แน่ๆเลยฉันว่านะ” แทมินแสดงความคิดเห็นที่คิดว่าน่าจะเป็นไปได้
“แล้วยังไงต่อหล่ะ”
“เธอผิวขาวออกเหลือง ผมยาว ตัวเล็กๆสูงซัก 155-160 น่าจะเป็นรุ่นเดียวกันหรือไม่ก็รุ่นน้อง หน้ารูปไข่ ตาโตนัยตาเป็นสีช็อคโกแล็ตมิลล์ด้วย”
“สีช็อคโกแล็ตมิลล์!” ทุกคนพูดพร้อมกัน
“นี่นายสบตากันแล้วเหรอ ร้ายจริงๆเลยเพื่อน” คังโฮแซว
“ก็คุยกับคนอื่นก็ต้องสบตาไม่ใช่เหรอ นายคุยกับคนอื่นไม่สบตาเขาหรือไง ถามแปลกๆ”
“เธอใส่คอนแท็คเลนส์บิ๊กอายหรือเปล่า สาวๆเขากำลังฮิตกันมากเลยนี่” แทมินแสดงความคิดเห็นบ้าง
“นายจะบ้าเหรอ คนป่วยที่ไหนเค้าใส่บิ๊กอายกันหล่ะ”
“ถ้านึกภาพตามที่นายเล่าเธอก็น่าจะหน้าตาน่ารักใช่ไหม ชักอยากเจอแล้วสิ” จินอุลพูดพลางทำในตาชวนฝันกระพริบตาปิ๊งๆ
“ใช่เธอน่ารักดี !!!” ฮวังมินโฮพูดเสียงเฉียบขัดจังหวะวงสนทนาของหนุ่มๆ จนทุกคนตกใจ
“เจ้าพวกนี้นี่เมาท์แต่เรื่องสาวๆอยู่ได้ไปทำงานได้แล้วไป” มินโฮทำเสียงดุและฉุดแขนเด็กๆของเขาให้ลุกขึ้นทีละคน และดันตัวให้พวกหนุ่มๆเดินออกไปจากห้องแต่งตัวเหมือนต้อนลูกเป็ดออกจากเล้า
และหลังจากวันนั้นชินยองอูและเพื่อนๆก็ยิ่งมีตารางงานที่แน่นกว่าเก่าเสียอีกเพราะพวกเค้าต้องเตรียมตัวสำหรับงานคอนเสิร์ตใหญ่ที่กำลังจะจัดขึ้นเร็วๆนี้ที่โซล และจะมีทัวร์คอนเสิร์ตตามเมืองใหญ่ในเกาหลีอีก โอ้ววว….การเป็นไอดอลนี่มันไม่งายเลยจริงๆ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนฝันไป หนึ่งเดือนผ่านไปแล้วชินยองอูที่สุดแสนจะงานยุ่ง จึงต้องฝากมินจองอาแฟนพี่มินโฮไปดูแลเป็นธุระเรื่องติดตามอาการของหญิงสาวและการสืบหาประวัติของเธอกับทางสายการบิน
“พี่คะอาการของเด็กคนนั้นน่ะตอนนี้ดีขึ้นมากแล้วค่ะ คุณหมอบอกว่าสัปดาห์หน้าก็กลับบ้านได้แล้วนะคะ ส่วนประวัติของเธอทางสายการบินเขาเช็คได้แล้ว ว่าเธอเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยอายุ 24 ปี เดินทางไปท่องเที่ยวที่อเมริกา และก็มาเที่ยวต่อที่เกาหลีและบังเอิญเจออุบัติเหตุซะก่อน และทางโน้นได้ดำเนินการติดต่อญาติไปตามที่อยู่ของเธอแล้ว แต่ไม่สามารถติดต่อใครได้เลยคาดว่าเธอน่าจะอยู่คนเดียว”
“โอเค พี่เข้าใจแล้ว ขอบคุณมากเลยจองอาที่เป็นธุระให้เดี๋ยวพี่จะบอกยองอูเอง แต่ต้องคุยแค่นี้ก่อนนะพี่กำลังยุ่งมากๆเลย”
“ค่ะพี่ เลิกงานแล้วโทรหาฉันด้วยนะคะ”
“จ้า…เข้าใจแล้ว บาย” แล้วฮวังมินโฮก็บอกชินยองอูเหมือนที่มินจองอารายงานเขามา เด๊ะๆเลย
“ถ้าญาติของเธอไม่ติดต่อกลับมาพวกเค้าจะทำยังไงกับเธอเหรอครับพี่”
“ก็ส่งเธอกลับตามที่อยู่ของเธอที่เขาหาได้นั่นละมั้ง”
“แต่เธอยังจำตัวเองไม่ได้ว่าเป็นใคร เคยอยู่ที่ไหน อย่างนี้ก็น่าสงสารแย่นะซิ”
“แล้วนายคิดว่านายจะทำยังไง” ชินยองอูมองหน้าฮวังมินโฮด้วยสีหน้าจริงจัง
“นี่! O_O อย่าบอกนะ….ว่าจะให้เธอมาอยู่กันเรา แค่พวกนายพี่สองคนก็งานหนักจะแย่อยู่แล้วนะ” มินโฮพูดพลางแหกตาตี่ๆของเค้าให้โตมากที่สุด
“ไม่ใช่หรอกครับพี่” ยองอูหัวเราะในความคิดของมินโฮ เขาหยิบโทรศัพท์มาโทรหาคนที่เขาโทรหาบ่อยที่สุด
“แม่เหรอครับ แม่ทำไรอยู่เหรอครับ แม่ผมมีเรื่องจะขอร้องแม่น่ะครับ” ชินยองอูเล่าเรื่องของหญิงสาวให้แม่ฟังทั้งหมด แผนของเขาก็คือ จะให้แม่ไปแสดงตัวเป็นญาติของเธอที่อยู่ที่เกาหลี แต่อยู่ต่างจังหวัดเพิ่งทราบข่าวและติดตามหาตัวเธอ เพื่อที่จะพาเธอไปอยู่กับแม่ของเขาสักพักก่อนจนกว่าเธอจะหาย และถ้าเธออยากจะกลับประเทศไทยแล้วค่อยส่งตัวเธอกลับไป เพราะชินยองอูไม่อยากให้เธอกลับทั้งๆที่ยังจำตัวเองไม่ได้แบบนี้
>>>>>>>>>
“เอ้า… พ่อก็เร็วๆเข้า เรานัดยองอูตอน บ่ายสามนะแล้วลูกก็มีงานต่อด้วยนะ ถ้าเราช้าจะไม่ได้เจอลูกนะ” แม่เร่งพ่อให้กระฉับกระเฉงทันใจแม่กว่านี้หน่อย
“โธ่! แม่ก็พ่อเร่งอยู่นี่ไงจ๊ะ แต่เราต้องเช็คของก่อนว่าเอาไปครบหรือยัง ทั้งของกินที่ยองอูชอบ และไหนยังจะเผื่อเพื่อนๆลูกกับคนที่บริษัทอีกของลูกอีกนะแม่นะ” พ่อจัดของไปด้วยอธิบายไปด้วย
“เร็วไปได้แล้ว” แม่เร่งให้พ่อออกรถซะที มุงหน้าสู่กรุงโซล เพื่อช่วยยองอูทำภารกิจสำคัญ
และเมื่อใกล้ถึงเวลานัดพ่อกับแม่ก็ไปรอยองอูที่โรงพยาบาลซึ่งเป็นวันที่มินจองอาแฟนพี่มินโฮบอกกับยองอูแล้วว่าคุณหมอให้ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว และจองอาก็เป็นธุระบอกเรื่องพ่อกับแม่ของยองอูจะมารับให้หญิงสาวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหญิงสาวก็ไม่ได้ฏิเสธเพราะเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนและไม่รู้จักใครเลยนอกจากพวกเขา
“ดีใจด้วยนะคะวันนี้จะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว” พยาบาลที่ดูแลหญิงสาวมาหลายเดือนแสดงความยินดีกับเธอ ถึงเธอจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ก็พอเดาท่าทางได้ เพราะทราบจากคุณหมอก่อนแล้วว่าจะมีคนมารับ
“อัน นียอง ฉันเป็นแม่ของชินยองอู ขอบคุณหนูมากนะจ๊ะทีช่วยชีวิตยองอูไว้ ต่อจากนี้ให้พวกเราได้ดูแลเธอเป็นการตอบแทนนะจ๊ะ” แม่พูดพร้อมส่งยิ้มอย่างอ่อนโยน ให้เธอ
“อัน นียอง ฉันเป็นคุณพ่อจ้า” พ่อทักทายบ้าง หญิงสาวพยักหน้าหงึกๆเป็นเชิงตอบรับแต่ก็ฟังไม่เข้าใจ เธอจึงกดปุ่มเรียกพยาบาล
“เอ่อ….คุณคะ คือเธอไม่เข้าใจภาเกาหลีนะค่ะ” พยาบาลสาวรีบชี้แจง
“อ้าวเหรอ แล้วสื่อสารกันยังไงหล่ะ” แม่ถาม
“เธอพูดภาษาอังกฤษได้ค่ะ เอ่อ…..แต่ถ้าเธอพูดว่า ‘จาจังเหมี่ยน’ แสดงว่าเธอหิวนะคะ
“งานเข้าแล้วไหมล่ะ แต่พ่อก็ได้นี่ ภาษาอังกฤษน่ะ”
“เอ่อ… ก็ไม่ค่อยเก่งหรอกนะ แต่จะลองดูละกัน”
“เดี๋ยวอยู่เกาหลีอีกหน่อยก็พูดได้เองละน่า เน๊อะ ไม่ต้องห่วงหรอก”
“ดิฉันต้องขอตัวไปจัดการเรื่องออกจากโรงพยาบาลของคนไข้ก่อนนะคะ” พยาบาลสาวบอกแล้วเดินออกไป
“แล้วหนูนี่ชื่ออะไรหล่ะ พยาบาลก็ไม่ยอมบอกกันเลย พ่อลองถามเธอดูซิ”
“อัน นียอง ฮาเซโย I’m Shin Youngwoo’s father and she’s my wife, ahh.. what’s your name ?” ( สวัสดี ฉันเป็นพ่อของชินยองอูและนี่ภรรยาฉัน เอ่อ… หนูชื่ออะไร )
“Nice to meet you, but I’m sorry. I don’t know who I’m I.”( ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ แต่ต้องขอโทษด้วยค่ะ หนูเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร )
“อ้าว…ลืมไปว่าเธอความจำเสื่อมนะแม่ เธอก็ไม่รู้ชื่อตัวเองเหมือนกัน” พ่อหันมาพูดกับแม่
“จริงด้วย ไม่เป็นไรเดี๋ยวแม่ตั้งให้ใหม่แล้วกันนะ จะว่าไปหนูคนนี้หนาตาคล้ายๆจุนจีหลานสาวแม่ที่เสียไปเมื่อ สิบปีก่อนเลยพ่อว่าไหม พ่อจำจุนจีได้ไหม” แม่ถามพลางตีไหล่พ่อ
“ก็ดูคล้ายๆนะ แต่จุนจีจะตาเล็กๆเรียวๆกว่านี้หน่อย แต่หนูนี่ตากลมแบ๊วเชียว”
“แม่จะเรียกเธอว่า ‘จุนจี’ ก็แล้วกันนะ” แม่บอกอย่างตัดสินใจแล้ว พ่อจึงบอกเธอ ว่าพวกเค้าจะเรียกเธอว่า ‘จุนจี’
“แม่ครับผมมาแล้ว” ยองอูส่งเสียงมาก่อนตัวแล้วเปิดประตูเข้ามา เขาก็เข้าไปกอดแม่ของเขาแน่นๆและหอมแก้มฟอดใหญ่ๆ
“โอ้…ลูกแม่มาแล้วเหรอ เป็นไงเหนี่อยไหมลูก” แม่ถามพลางเอามือบีบแก้มทั้งสองข้างบี้ไปมา
“ก็นิดหน่อยฮะ แต่เห็นหน้าแม่แล้วมีพลังขึ้นมาทันทีเลยฮะ” ยองอูอ้อนแม่สุดฤทธิ์
“อะ แฮ้ม!!” พ่อทำเสียงกระแอมขัดจังหวะแม่ลูกหวานแหววกัน
“นี่ ไม่อายจุนจีบ้างเลยหรือไง อ้อนอยู่ได้เจ้าลูกคนนี้” พ่อแซว แต่จริงแล้วแอบอิจฉาแม่ต่างหากหล่ะ
“พ่อฮะ รักพ่อนะ” ยองอูทำมือสองข้างชนเป็นรูปหัวใจให้พ่อ เป็นการเอาใจ
“ฮะๆๆๆ เจ้าลูกคนนี้นี่” พ่อแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อนเพราะเขิน
“จุนจีเหรอฮะ พ่อเรียกเธอว่าจุนจีเหรอ”
“ใช่ แม่แกเขาตั้งให้เมื่อตะกี้นี้เอง”
“เหรอครับ เธอมีชื่อเป็นภาษาไทย แต่ออกเสียงยากมากเลย ผมก็เลยเรียกเธอว่า ‘จาจังเหมี่ยน’ (ยัยบะหมี่ดำ) ”
“ทำไมเรียกอย่างนั้นหล่ะ!” แม่ถามเสียงดัง
“ก็พี่จองอา ที่มาเยี่ยมเธอบ่อยๆ บอกว่าเธอชอบพูดว่า จาจังเหมี่ยน เวลาหิวหน่ะ เธอคงเข้าใจเอาเองว่าคำนี้แปลว่าหิวแน่ๆเลย”
“งั้นเหรอ งั้น คำว่า ‘จาจังเหมี่ยน’ ก็เป็นภาษาเกาหลีคำแรกที่เธอพูดได้นะสิเนี่ย” แม่พูดพรางหัวเราะอย่างเอ็นดู
“ว่าแต่ลูกมายังไง” พ่อถามขึ้น
“มากับพี่มินโฮครับ”
“แล้วพี่เขาอยู่ไหนหล่ะ”
“ไปซื้อกาแฟครับเดี๋ยวมา”
“นี่ๆแม่เอาของโปรดลูกมาฝากเยอะแยะเลย และของฝากให้เพื่อนๆกับพี่ๆผู้จัดการด้วยนะ”
“โอ้โห!! แม่น่ารักที่สุดเลยฮะ แต่ขนมาเยอะขนาดนี้จะกินหมดไหมเนี่ย”
“พ่อเป็นคนขนมานะไม่เห็นชมพ่อบ้างเลย” แม่ค้อนพ่อแล้วหัวเราะ ทุกคนจึงหัวเราะกันหมด แหม! บรรยากาศช่างชื่นมื่นจริงๆ
จุนจีที่เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่แม่เตรียมมาให้ ได้แต่แอบฟังเสียงพวกเขาคุยกันน้ำเสียงมีความสุขมาก มันทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขไปด้วย และเมื่อจัดการเรื่องออกจากโรงพยาบาลเสร็จ สองหนุ่มก็ขอตัวลาพ่อแม่และจุนจีที่ลานจอดรถโรงพยาบาลเพราะต้องไปทำงานที่ต่างเมือง
“พ่อครับแม่ครับ ฝากดูแลจุนจีด้วยนะครับ”
“ไม่ต้องห่วงนะลูกเธอน่าเอ็นดูออกขนาดนี้” แม่พูดด้วยรอยยิ้ม
“Junjee don’t worry my parent‘s very kindness. (จุนจีไม่ต้องกังวลนะ พ่อแม่ฉันใจดีมากเลยนะ)” ยองอูบอกเธอเป็นภาษาอังกฤษ จุนจีได้แต่พยักหน้าหงึกๆรับทราบ
“คุณพ่อคุณแม่ครับต้องขอบคุณมากๆเลยสำหรับของฝาก ลำบากแย่เลยนะครับขนมาซะเยอะเลย” มินโฮกล่าวขอบคุณอีกครั้งก่อนลา
“ไม่เป็นไรหรอกลูก พ่อกับแม่ก็ทำเพื่อลูกๆนั่นแหล่ะ ตั้งใจเข้านะ ไฟท์ติ้ง ๆ!!!” พ่อชูกำปั้นให้กำลังใจ
“เราไปกันได้แล้ว บ๊าย บาย” พ่อตัดบทเพื่อแยกย้ายไม่งั้นคงล่ำลากันอีกนาน
>>>>>
กรุงเทพ, ประเทศไทย
“พี่เล็กคะ!! บิวส่งอีเมลย์ไปหาพี่กี้ ตั้งหลายเมล์แล้วทำไมพี่กี้ไม่ตอบบิวบ้างเลย MSN, Facebook, skype ก็ไม่ยอมออนไลน์สักอย่าง ที่นิวซีแลนด์ไม่มีอินเตอร์เน็ทใช้หรือยังไงกัน” บิวบ่นยาวอย่างเซ็งๆ
“จริงด้วยพี่ก็ว่าจะถามแกอยู่เหมือนกัน นี่ไอ้กี้มันหายหัวไปเลย ล่าสุดที่ได้ข่าวตอนที่มันอัพโหลดรูปไปเที่ยวที่อเมริกากับพี่นงใน Facebook ฉันก็มัวแต่ยุ่งๆเลยลืมถามไปเลย” เล็กบ่นบ้าง
“นั่นสิพี่กี้ สัญญากับบิวว่าจะอัพโหลดรูปที่เกาหลีให้ดูเร็วๆ ก็ยังไม่เห็นเลย”
“วันเสาร์พี่ว่าจะแวะไปดูบ้านที่มีนบุรีให้กี้มันหน่อย ไม่ได้ไปเกือบเดือนแล้วเนี่ย มัวแต่งานยุ่ง ป่านนี้ขโมยขึ้นบ้านไปแล้วยังน้อ…”
“บิวไปด้วย”
>>>>>>>>
พูซาล, เกาหลีใต้
“จุนจี ! …อยู่ไหนลูก…จุนจี!” แม่เรียกหาจุนจีทั่วบริเวณบ้าน เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับจึงต้องเดินหา
“เฮ้อ…มาอยู่นี่เอง โล่งอกไปทีนะ” แม่ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเจอตัวจนได้ แม่แอบยืนมองเธอที่กำลังนั่งแกว่งชิงช้าไปมาโดยไม่รู้ตัวว่าแม่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ แม่จึงนั่งลงแกว่งชิงช้าตัวข้างๆ
“แม่ นี่เอง” จุนจีเริ่มพูดภาษาเกาหลีได้บ้างแล้วหลังจากมาอยู่กับพ่อแม่ของยองอูได้ซักระยะหนึ่งแล้ว
“ใช่แม่เอง จุนจีอยู่บ้านเฉยๆคงจะเหงา เดี๋ยวแม่พาไปเที่ยวตลาดนะ ไปซื้อของเป็นเพื่อนแม่หน่อย”
“ไปตลาดเหรอคะ”
“ใช่ไปกันเถอะ” แม่พาจุนจีไปเดินตลาดที่มีอาหารทะเลสดๆละลานตาไปหมดทั้งปลา หมึก กุ้ง ปู และหอยนานาชนิด เพราะพูซานเป็นเมืองท่าชายทะเล จึงมีของสดจากทะเลให้เลือกเยอะแยะมากมาย
“กินหมึกย่างดีไหมจุนจี” แม่ถามพลางจับหมึกยักษ์ที่กำลังใช้หนวดดิ้นเกาะหนึบหนับชูให้จุนจีดู
“หรือจะเอาตัวโน้นดีลูก จับขึ้นมาเลยจุนจีมันไม่กัดหรอก” แม่บอกเมื่อเห็นจุนจีทำท่าจะจับหรือไม่จับดี
“อี้!! >_<…..แม่คะ มันนิ่มๆ ลื่นๆ …..ฮ้า!!!O_o..ทำไงดีมันไม่ยอมปล่อย” จุนจีโวยวายเสียงดังและสะบัดมือสุดฤทธิ์ เมื่อเจ้าปลาหมึกยักษ์ ใช้หนวดเกาะไปตามหลังมือ และแขน จนแม่ต้องมาช่วยแกะเจ้าหนวดหนึบหนับออก
“แม่เอาออกเร็วๆ!!!”>o<
“มันก็เกาะแบบนี้เหล่ะ…ไม่ต้องตกใจ” แม่ช่วยไปหัวเราะไป จนคนขายก็ต้องหัวเราะตาม
“ทำไมของอร่อยถึงได้ น่ากลัวขนาดนี้น้า”
“ตัวนี้มันแข็งแรงดีน้า เกาะซะแน่นเชียว เอาตัวนี้แหล่ะ”
“อย่าบอกนะคะว่านี่คือวิธีเลือกหมึก ของแม่!!”
“ใช่แล้วจ้า เก่งมากลูก ช่วยได้เยอะเลยนะนี่”
“เอ่อ +o+…แม่คะยังมีอะไรน่ากลัวกว่านี้อีกไหมคะเนี่ย ชักไม่น่าไว้ใจไงไม่รู้”
“ไม่มีแล้วจ้า ก็แค่ปลาไหลเอง ไม่มีหนวดหนึบหนับเหมือนปลาหมึกหรอก”
“ฮ้า!!!O^O ปลาไหลเหรอ แม่คะเรากินกุ้งกันดีกว่า หนูอยากกินกุ้งมากกว่า” จุนจีรีบดึงแขนแม่ไปทางร้านขายกุ้ง
“นี่หนูไม่รู้อะไร ซุปปลาไหลมันดีกับผิวพรรณนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูบำรุงด้วยอย่างอื่นก็ได้” จุนจีดันหลังแม่ให้เดินเร็วๆเพื่อไปให้ไกลจากร้านขายปลาให้เร็วที่สุด
ตั้งแต่จุนจีมาอยู่ที่บ้านกับพ่อแม่ของชินยองอู เธอก็เริ่มพูดภาษาเกาหลีได้คล่องขึ้นเพราะพ่อกับแม่ช่วยกันสอน และจุนจีเองก็หัวไวจึงเรียนรู้ได้เร็ว และดูเหมือนแม่ของยองอูจะมีความสุขมาก เพราะตั้งแต่ ชินยองอึนลูกสาวคนโตแต่งงานไปก็ต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศกับสามี ชินยองเจก็ไปเป็นทหาร ส่วนชินยองอูก็ต้องไปอยู่โซลเป็นศิลปิน และยองเจกับยองอูก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้านกับพ่อแม่เท่าไหร่นัก นานๆจึงจะกลับมาเยี่ยม ดังนั้นพ่อแม่อยู่กันสองคนจึงค่อนข้างเหงา ถึงแม้ว่าพวกลูกๆจะโทรมาบ่อยก็ตามที เมื่อจุนจีเข้ามาอยู่ในบ้าน พ่อกับแม่จึงรู้สึกเหมือนได้ลูกสาวเพิ่มอีกคน และโดยเฉพาะแม่ที่รู้สึกเหมือนได้เพื่อนสนิทเพิ่มขึ้นอีกคน และกิจกรรมที่พวกเขาสามคนมักจะทำร่วมกันเสมอนอกจากการกินข้าว คือ การมารวมตัวกันนั่งติดตามรายการทีวีตามช่องต่างๆ ที่มีชอนยองอูออกอากาศ ทั้งรายการเพลง รายการวาไรตี้ เกมส์โชว์ หรือรายการที่ยองอูเป็นพิธีกร เรียกได้ว่าพ่อกับแม่เป็นแฟนคลับตัวยงของ ยองอูและวันเดย์ และแม่ก็มักจะเปิดคลิปวีดีโอผลงานทั้งที่ผ่านมาและผลงานล่าสุดของยองอูและวันเดย์ในยูทูป ( youtube) ให้จุนจีดูเสมอ จนจุนจีกลายเป็นแฟนคลับของวันเดย์ไปแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
“แม่คะ นี่รูปของพี่ยิงอึนกับใครคะเนี่ย เด็กผู้หญิงคนนี้น่ารักจัง” จุนจีถามเมื่อเปิดอัลบั้มรูปสมัยเด็กๆของครอบครัวนี้ดู
“ไหนจ๊ะรูปไหน”
“อ๋อ…. ฮ๊ะ ฮ๊ะ ฮ๊ะๆๆๆๆๆๆ นี่มันรูปยองอึนกับยองอูนี่ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่นน่ะยองอูหล่ะ ฮ๊ะๆๆๆๆ แม่หัวเราะจนจะหยุดไม่ได้
“ทำไมเหมือนเด็กผู้หญิงจังเลย แล้วยังใส่ชุดกระโปรงสีหวานอีก”
“ตอนเด็กๆ ยองอึนเขาอยากได้น้องสาวมากๆเลย เขาเคยขอร้องให้ยองเจแต่งชุดฮันบกแบบผู้หญิงเป็นเพื่อนเขาในวันปีไหม่ แต่ยองเจไม่ยอม ยองอึนเลยขอร้องยองอู ตอนนั้นเขาเด็กมากเลยไม่รู้เรื่องอะไร เขารักและเชื่อฟังพี่สาวของเขามากด้วยหล่ะ แม่นึกว่ารูปชุดนี้มันหายไปหมดแล้วซะอีก ฮะ ฮะ ฮะ”
“ทำไมละคะ”
“ก็ตอนอยู่ประถม เพื่อนๆมาเล่นที่บ้าน เห็นรูปใส่ชุดนี้เข้าก็หัวเราะกันใหญ่ แล้วก็เอาไปล้อเลียนเขา จนเขาอายมากเลย ยองอูเขาโมโหเลยเก็บรูปที่ใส่ชุดนี้ไปหมดเลย ไม่รู้เอาไปซ่อนไหนหรือทำลายไปแล้วมั้ง แม่นึกว่ามันหายไปหมดแล้วซะอีกนะนี่”
“หนูว่าน่ารักดีออก” จุนจีดูรูปแล้วหัวเราะอย่างไม่น่าเชื่อว่าคนในรูปจะเป็นยองอู
“ยองอูแขาเป็นเด็กกิจกรรมเหรอคะ รูปตอนเด็กๆส่วนใหญ่ดูเหมือนจะเป็นงานโรงเรียนทั้งนั้นเลย”
“จริงๆน่ะตอนเด็กๆยองอูเขาขี้อายมากเลย แต่เขาก็ชอบการเต้นกับเสียงเพลงมาก พอโตมาหน่อยเขาก็ชอบกิจกรรมที่ทำให้คนอื่นมีความสุข ได้ทำให้คนอื่นหัวเราะนั่นแหล่ะความสุขของเขาหล่ะ เป็นเด็กที่มีความมุ่งมั่นมากๆเลยและก็พยายามอย่างมากที่จะทำความฝันของตนเองเป็นจริงให้ได้ และแม่ก็ดีใจมากที่วันนี้เห็นเขาทำได้จริงๆ”
“ช่างเป็นคนที่น่าอิจฉาจริงๆนะคะ ที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ได้มุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อสิ่งที่รักและมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ มันน่าอิจฉาที่สุดเลยหนูว่า เพราะอย่างบางคนตามหาทั้งชีวิตก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และอะไรที่ทำให้มีความสุขก็ยังไม่รู้เลย”
“ก็จริงนะ แม่น่ะมีความสุขที่ได้มองดูเขาพยายาม ได้คอยให้กำลังใจ และมีความสุขมากที่ได้เห็นเขามีความสุขกับสิ่งที่ทำและเป็นอยู่ นี่ละะมั้งคือความสุขของคนเป็นแม่”
“ดีจังเลยนะคะที่รู้ว่าความสุขของตัวเองคืออะไร”
“หนูเองไม่ต้องคิดมากหรอกนะ อีกไม่นานหนูก็จะหายและจำทุกอย่างได้เอง แม่ว่าอยู่กับปัจจุบันให้มีความสุขเถอะนะ”

Kemmiko
T_T หลากหลายความรู้สึกจริงๆ ชอบค่ะ เขียนต่อไปเยอะไนะคะ สู้ๆ...